ราคาบิทคอยน์ จากศูนย์สู่แสน ทำไมจึงมีค่าด้วย 6 เหตุผล

Bitcoin price

หลายคนคงเคยเห็นข่าวว่ามีคนซื้อพิซซ่าด้วย 10,000 บิทคอยน์ ในปี 2010 ซึ่งหากมาเทียบกับราคาในปัจจุบันคงมากกว่าพันล้านบาท นี่แสดงให้เห็นว่า ราคาบิทคอยน์ ขึ้นมาเยอะมากในเวลาอันสั้น ในบทความนี้เราจะมาวิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆว่าทำไมบิทคอยน์จึงมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะตอบคำถามที่มักจะถามกันว่าบิทคอยน์เป็นฟองสบู่ใช่ไหม ทำไมสิ่งที่จับต้องไม่ได้อย่างบิทคอยน์ถึงได้แพงกว่าทอง!


 
 

ราคาบิทคอยน์ ขึ้นสูงเพราะคนอยากได้

บิทคอยน์ถูกสร้างและกระจายผ่านรางวัลจากบล็อก (Block reward) ซึ่งในทุกๆ 10 นาทีจะมีรางวัลเพื่อเป็นแรงจูงใจให้แก่นักขุด นักขุดทุกคนจึงพยายามแข่งขันกันจนทำให้ค่าความยากในการขุด (Difficulty) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามกราฟด้านล่าง นี่แสดงให้เห็นว่าในแง่ของคนขุดแต่ละคนจะได้บิทคอยน์น้อยลง เพราะมีคนมาหารสัดส่วนรางวัลมากขึ้น

 

Bitcoin Difficulty

ค่าความยากในการขุด | Bitcoin Difficulty chart


 

การที่ขุดยากขึ้นทำให้มีอุปทานในตลาดที่น้อยลง ส่งผลให้คนที่ต้องการบิทคอยน์ต้องซื้อในราคาที่สูงขึ้น และนอกจากการแย่งกันขุดเพื่อรางวัลจากบล็อกแล้ว ทุกๆประมาณ 4 ปี รางวัลในบล็อกก็จะลดลงกึ่งหนึ่ง (Halving) ทำให้ปริมาณบิทคอยน์ในระบบเพิ่มขึ้นช้าลง และสามารถคาดคะเนได้

 

บิทคอยน์ใช้งานได้จริง

นอกจากจะหายากขาดแคลน (Scarcity) ตามที่บิทคอยน์ได้ถูกออกแบบมา บิทคอยน์ก็ยังสามารถใช้งานได้จริงและมีข้อดีกว่าเงินปกติหลายประการ

 

มีหน่วยย่อย (Divible) ถึง 8 หน่วย โดย 0.00000001 เรียกว่า 1 ซาโตชิ (Satoshi) หากเทียบกับค่าเงินทั่วไปจะมีเพียง 2 จุดทศนิยม. การมีหน่วยย่อยเยอะทำให้สามารถใช้จ่ายได้สะดวก และ จ่าย/ทอนเงินได้ตามราคาจริง

ปลอมแปลงไม่ได้ (Counterfeit Proof) ทุกบิทคอยน์สามารถติดตามได้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่สามารถปลอมแปลงขึ้นมาได้

ใช้แทนกันได้ (Fungible) ไม่ว่าบิทคอยน์แรก หรือบิทคอยน์ที่สอง ก็คือบิทคอยน์เหมือนกัน ไม่ว่าใครเป็นเจ้าของ และมีมูลค่าเท่ากัน

ไม่สูญสลาย (Decay Proof) หากเทียบกับธนบัตรไทย ที่ต้องมีการทำลายทิ้งและสร้างใหม่ เนื่องจากการเสื่อมสภาพทั้งจากวัสดุ และการใช้งาน

ส่งถึงกันได้ง่าย (Transferable) ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก ขอเพียงแค่มีที่อยู่บิทคอยน์ก็สามารถส่งไปได้ เพิ่มความคล่องตัว

ไม่ถูกควบคุม (Uncontrolled) ระบบมีกฏตามหลักการที่ทุกคนเห็น ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ไม่มีบุคคลที่สามที่มีอำนาจเหนือกว่าบุคคลอื่นมาควบคุมการใช้งาน

 

ขุดบิทคอยน์เอง กำไรไปเต็มๆ 100%

ถ้าเพื่อนๆ สามารถยอมรับความเสี่ยงต่างๆได้ ก็เท่ากับเปิดโอกาสในการเข้าถึงเงินมูลค่ามหาศาลแบบติดจรวด ซึ่งเทคนิคการขุดบิทคอยน์นั้นต้องเริ่มจาก

 

1. สมัครกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์: ซึ่งเป็นตัวกลางในการเก็บเงินดิจิทัล เมื่อเราขุดบิทคอยน์แล้ว เหรียญที่ได้ก็จะมาอยู่ใน Wallet ตัวนี้ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนบัญชีธนาคาร คอยเก็บเงินของเราเอาไว้ ซึ่งคุณสามารถสมัคร Wallet ของตัวเองได้ที่ ThaiBTC.com แต่ที่สำคัญคือ ต้องเก็บรักษารหัสผ่านของตัวเองเอาไว้ให้ดี และเปิดใช้งาน 2FA เพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น

 

2. ติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อขุดเหรียญ: เมื่อมีกระเป๋าแล้ว ต้องติดตั้งโปรแกรมเพื่อขุดบิทคอยน์ด้วย ซึ่งโปรแกรมที่คนนิยมใช้กันก็มีมากมายหลายตัว ทั้ง NiceHash Miner, BFGMiner, EasyMiner หรือ RPC Mine ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีการใช้งานที่ต่างกันออกไป

 

หลังจากติดตั้งเสร็จก็สามารถเริ่มต้นโปรแกรมได้เลย ซึ่งถ้าหากแก้รหัสสำเร็จ ระบบจะโอนบิทคอยน์เข้า Wallet ที่เราลงทะเบียนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการกำหนดขั้นต่ำไว้ ข้อดีของวิธีนี้คือ จะทำให้เราได้เงินจากการขุดไปเต็มๆ 100% ไม่ต้องแบ่งใคร (หลังจากหักค่าธรรมเนียมของ pool แล้ว) และเป็นเจ้าของเครื่องขุดเองทั้งหมด แต่จะมีข้อเสียตรงที่เราต้องลงทุนสูง ใช้เงินจำนวนมากถ้าอยากซื้ออุปกรณ์ขุดแบบจริงจัง

 

ความเสี่ยงที่พึงระวัง ถ้าคิดจะขุดบิทคอยน์

เพราะการเติบโตที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล และมูลค่าของบิทคอยน์นี้เองที่ทำให้มีผู้สนใจและต้องการขุดเป็นจำนวนมาก เพราะเชื่อว่าจะมีโอกาสทำกำไรได้ โดยลืมไปว่าบิทคอยน์เองก็มีความเสี่ยงที่ต้องระวังอยู่เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น

 

– ซับซ้อนสุดๆ: การลงทุนในการขุดบิทคอยน์หรือการเทรดบิทคอยน์ต้องอาศัยความรู้และเทคนิคต่างๆ ซึ่งมีความซับซ้อนสูงมาก เพราะฉะนั้นต้องศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน

 

– ยังไม่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง: สำหรับประเทศไทย การขุดบิทคอยน์อาจได้รับการพูดถึงมาสักระยะ แต่ขณะนี้ยังไม่มีธนาคารแห่งไหนที่มีกฎหมายออกมารองรับการลงทุนด้วยสกุลเงินดิจิทัลแต่อย่างใด และยังไม่นับเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย นักลงทุนจึงต้องรับความเสี่ยงตรงนี้เอง

 

กลุ่มแฮกเกอร์มากมาย: ทุกการกระทำในโลกออนไลน์สามารถถูกแฮกได้ทั้งสิ้น การขุดบิทคอยน์เองก็เช่นกัน เพราะมีกลุ่มแฮกเกอร์จำนวนมากที่พยายามเจาะเข้าระบบเพื่อแฮกเงินดิจิทัลอยู่ตลอดเวลา และมี Cloud Mining หลายแห่งที่โดนเจาะระบบจนล่มแล้วขโมยข้อมูลทางการเงินไป

 

อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เพราะช่องทางอย่างบิทคอยน์นั้นเป็นการทำธุรกรรมผ่าน Blockchain ซึ่งทำให้ไม่สามารถระบุตัวตนได้ ดังนั้นเราก็อาจจะถูกใช้เป็นหนึ่งในกระบวนการฟอกเงิน หรือถูกใช้เป็นช่องทางในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้โดยไม่รู้ตัว

 

ระวังตลาดที่ผันผวน อาจขาดทุนโดยไม่รู้ตัว

บิทคอยน์มีความผันผวนของราคาสูงมาก ซึ่งเป็นความเสี่ยงของการขุดหรือเทรดสกุลเงินดิจิทัลเกือบทุกชนิด เพราะสามารถเปลี่ยนแปลง ขึ้น-ลง ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ยากต่อการคาดเดาทิศทางราคาว่าจะคุ้มค่ากันหรือไม่กับการลงทุน โดยส่วนใหญ่แล้วปัจจัยที่ทำให้ตลาด Cryptocurrency ผันผวนก็มาจาก
 

ข่าวสารที่แพร่สะพัดออกไป: นักลงทุนส่วนใหญ่จะอ่อนไหวต่อข่าวสุดๆ เวลามีข่าวอะไรออกมาก็จะส่งผลโดยตรงต่อสกุลเงินนั้นทันที เพราะตลาดนี้เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่กี่ปี และเป็นตลาดที่ยังใหม่อยู่ นักเทรดคริปโตก็เช่นกัน ซึ่งส่วนมากจะเป็นคนที่ขาดประสบการณ์ และทำให้โน้มเอียงต่อข่าวที่ออกมา ทำให้ทุ่มซื้อและเทขายตามกระแสข่าวอย่างหมดหน้าตัก

 

ตลาดคริปโตไม่เคยหยุดพัก: ตลาดคริปโตนั้นไม่เหมือนกับตลาดหุ้นปกติ เพราะเปิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง สามารถเทรด ซื้อ ขาย ทุกอย่างได้ตลอด และเมื่อเกิดการซื้อขายตลอดเวลา ทำให้ราคาของมันเปลี่ยนแปลงไปแบบไม่มีทางหยุดนิ่ง เพราะนักลงทุนเตรียมพร้อมจะช้อนซื้อ และเทขายกันทั่วทั้งโลก ดังนั้นความผันผวนจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับตลาดนี้

 

ขาด Circuit Breaker: ในตลาดหุ้นปกติ จะมีระบบ Circuit Breaker ซึ่งจะคอยห้ามให้มีการซื้อขายหุ้นที่มีความผันผวนแบบรุนแรง แต่ในตลาดคริปโตไม่มีระบบนี้ ทำให้ราคาของตลาดแกว่งตามนักเทรด

 

ถูกควบคุมได้: ตลาดของคริปโตว่าใหญ่แล้ว แต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับตลาดหุ้น ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่ากันมากจนเทียบไม่ติด และด้วยความที่ตลาดยังไม่ใหญ่มาก ทำให้ผู้ที่มีทุนมาก หรือเจ้ามือ สามารถบงการตลาดคริปโตขนาดเล็กได้แบบสบายๆ หรือก็คือจะเกิดการปั่นราคาได้ง่ายมาก โดยเจ้ามือจะทุ่มซื้อเหรียญในระบบจนหมด และเมื่อเหรียญขาดตลาด ราคาก็จะยิ่งสูงขึ้น จากนั้นเมื่อราคาสูงจนน่าพอใจ เจ้ามือก็จะเทขายออกมาเพื่อทำกำไร และปล่อยให้คนที่ซื้อไป “ติดดอย” ไม่สามารถขายทำกำไรต่อได้ และสุดท้ายราคาก็จะลดลงอย่างต่อเนื่องจนกลับเป็นปกติ

 

ราคาบิทคอยน์ เป็นฟองสบู่ จริงหรือไม่?

ถึงจุดนี้ผู้อ่านคงสามารถเชื่อมโยงระหว่าง อุปสงค์และอุปทาน (ความต้องการและการผลิต) รวมถึงข้อดีของบิทคอยน์ได้แล้ว คำถามถัดมาคือบิทคอยน์เป็นฟองสบู่หรือไม่ จุดนี้ต้องแยกระหว่างความจริง และความคิดเห็นของผู้เขียน

 

ความจริง: บิทคอยน์เป็นเทคโนโลยีที่มีผลกระทบสูง (Disruptive) เปลี่ยนแปลงทั้งวิธีการคิดเช่น การรักษาความลับนับเป็นสิทธิของบุคคล ถึงแม้บิทคอยน์จะไม่ได้นิรนาม แต่เป็นการใช้นามแฝง (Pseudonymous) ที่เห็นที่อยู่บิทคอยน์แทนชื่อจริง และอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องการส่งและสิทธิในเงิน ผู้ที่ถือกุญแจ (Private key) มีอำนาจในการใช้บิทคอยน์ โดยไม่ต้องพึ่งพาหรือได้รับอนุมัติจากผู้อื่น เป็นตัวอย่างการใช้การกระจายอำนาจโดยไม่พึ่งศูนย์กลาง

 

บิทคอยน์มีอุปสงค์หรือความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสังเกตได้จากจำนวนธุรกรรมต่อวันที่เพิ่มขึ้น

 

ปริมาณธุรกรรมส่งผลต่อ ราคาบิทคอยน์

จำนวนธุรกรรมต่อวันที่เพิ่มขึ้นส่งผลดีต่อ ราคาบิทคอยน์


 

ความคิดเห็นของผู้เขียน: บิทคอยน์มีความสามารถที่จะมาใช้แทนเงินปกติได้ หากแก้ไขปัญหาเรื่องความล่าช้าในระบบ การใช้คณิตศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความปลอดภัย และการ “ไม่เชื่อ” แต่ “พิสูจน์” จะจุดประกายให้เกิดเทคโนโลยีใหม่และความเปลี่ยนแปลงในสังคม

 

แล้วคุณละคิดว่าอย่างไร? บิทคอยน์เป็นฟองสบู่หรือไม่ มาแสดงความเห็นได้ที่หน้า Facebook ของเรา และก็อย่าลืม เก็บบิทคอยน์ให้ปลอดภัย หากอยากจะซื้อ ใคร่จะขาย Bitcoin ThaiBTC ก็ให้บริการ

 
อ้างอิง: ที่มากราฟ
Updated on Jul 10, 2018 @ 6:25 AM